อังคาร กัลยาณพงศ์
12 กุมภาพันธ์ 2469

เกิดวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2469 ณ บ้านหลังวัดจันทาราม ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาเป็นกำนันตำบลท่าวัง ชื่อนายเข็บ มารดาชื่อนางขุ้ม "หากสืบสาวสายโลหิตขึ้นไปอีกจะพบว่า ตาผมเป็นช่างใหญ่ทั้งฝ่ายตา ผู่ฝ่ายทวด ทวดเป็นช่างทอง ทางสายยายสายแมก็เป็นช่างทอง"

แรกเกิดบิดาตั้งใจจะให้ชื่อว่าสมประสงค์ แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นบุญส่งตามความประสงค์ของย่า

ชีวิตในวัยเด็กของอังคาร กัลยาณพงศ์ เป็นเด็กที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยตลอดเวลา ครั้งหนึ่งป่วยหนักเป็นไข้ร้อน อังคารนอนนิ่งเหมือนตาย ดวงตากลอกไปมาได้เท่านั้น ที่แสดงว่ามีชีวิตอยู่ เป็นที่น่าเวทนาแก่ทุกคนที่มาเยี่ยมเยียน หมออุตส่าห์ประคบประหงม รักษาอยู่เป็นประจำก็ท้อแท้และหมดหวัง แต่ดวงชะตาเขายังดี บังเอิญได้หมอที่มีใจเมตตาท่านหนึ่ง ถ้าเอ่ยนามของหมอคนเก่า ๆ ในนครฯ คงรู้จักท่านดี "หมอบุณย์" นั่นเอง ท่านได้ใช้ยาแสงหมึกรักษาอังคาร ในที่สุดก็หายปกติ เขาต้องเกาะราวไม้ไผ่หัดเดินใหม่เป็นครั้งที่สอง

ชีวิตในวัยเริ่มเรียนหนังสือนั้นอังคารบอกเล่าด้วยความภูมิใจว่า "ผมเกิดที่เมืองนครศรีธรรมราช เมืองของกาพย์กลอน เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดมาตั้งแต่แรก แรกทีเดียวเข้าเรียนที่ดรงเรียนวัดจันทารม ต่อมาก็เรียนที่วัดใหญ่ พอจบประถมสี่ ก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด" (โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงอุปถัมภ์)

อังคารนั้นรักและหลงใหลในกาพย์กลอนมาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นประถม เขาชอบอ่านวรรณคดีเช่น รามเกียรติ์ อิเหนา ขุนช้างขุนแผน มาตั้งแต่เด็ก นอกจากชอบอ่านหนังสือแล้ว อังคารชอบวาดรูป และเล่นสร้างโบสถ์ สร้างเจดีย์ ทำกำแพงเมืองที่ใต้ถุนบ้าน

เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาแล้ว ในปี 2484 เขาก็เข้าเรียนวิชาศิลปะ ที่โรงเรียนเพาะช่าง และเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และต่อไปได้ออกไปช่วยอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ คัดลอกลายภาพจิตรกรรมโบราณตามเมืองสำคัญต่าง ๆ เช่น อยุธยา สุโขทัย ศรีสัชนาลัย เพชรบุรี เป็นต้น

ต่อมาอังคาร ได้พบกับสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ อดีตบรรณาธิการคนแรก ผู้ก่อตั้งหนังสือ "สังคมศาสตร์ปริทัศน์" และเป็นผู้บริหารงานสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ต้น ส.ศิวรักษ์ ได้เผยแพร่ตีพิมพ์บทกวีของอังคาร มาตั้งแต่สังคมศาสตร์ปริทัสน์ฉับบปฐมฤกษ์ เดือนมิถุนายน 2506 และได้รวบรวมบทกวีที่กระจัดกระจายอยู่ตามหนังสืออนุสรณ์ต่าง ๆ ของอังคาร มาตีพิมพ์เป็นเล่มต่อสาะารณชนครั้งแรกเมื่อ 2507 แม้ในครั้งนั้นปฏิกิริยามาจากนักเลงกลอน และผู้อ่านไม่เห็นด้วยกับการเขียนบทกวีแหวกแนวฉันทลักษณ์ของอังคาร

ส.ศิวรักษ์ ผู้ตีพิมพ์เผยแพร่บทกวีของอังคาร ได้ให้เหตุผลเอาไว้ในคำนำหนังสือรวมผลงานของอังคารเล่มแรกที่ชื่อ "กวีนิพนธ์ ของ อังคาร กัลยาณพงศ์" ว่า

"ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าอังคารเป็นกวีผิดไปจากคนอื่น ๆ ในสมัยนี้เป็นข้อฉกรรจ์ก็ตรงที่ เขาเป็นตัวของตัวเอง กล้าแสดงอารมณ์และความคิดเห็นออกมาอย่างตรงไปตรงมา อย่างแปลกประหลาดไม่ซ้ำแบบใคร ทำให้ผู้อ่านต้องรู้สึกหวั่นไหวไปตามไม่มากก็น้อย แม้ในทางฉันทลักษณ์ก็มิได้เดินตามแบบท่านแต่ก่อน กลอนของเขาละสัมผัสในแบบสุนทรภู่สิ้น กาพย์ของเขามิได้เลียนลีลาของเจ้าฟ้ากุ้ง โคลงของเขาก็ไม่ได้ทิ้งแบบแผนโบราณหากส่อให้เห็นว่าเขาทั้งเข้าใจและเคารพนับถือกวีแต่ก่อน เป็นแต่เขาเขียนในสมัยของเขาเอง การแสดงออกจึงไม่ได้เป็นไปตามแบบโบราณ แต่ก็แต่งได้ถึงฝีมือท่านนั้น ๆ โคลงกระทู้ของเขาก็ดี กาพย์ห่อโคลงชุดอยุธยาก็ดี ล้วนยืนยันคำกล่าวข้างต้นทั้งสิ้น..."

ผลงานกวีนิพนธ์ของท่านที่ได้ตีพิมพ์เป็นเล่มมีดังนี้

พ.ศ. ๒๕๐๗ กวีนิพนธ์ ของ อังคารกัลยาณพงศ์

พ.ศ. ๒๕๑๒ ลำนำภูกระดึง

พ.ศ. ๒๕๑๕ บางบทจากสวนแก้ว

พ.ศ. ๒๕๒๑ บางกอกแก้วกำศรวญ หรือนิราศนครศรีธรรมราช

พ.ศ. ๒๕๒๙ ปณิธานกวี

พ.ศ. ๒๕๓๐หยาดน้ำค้างคือน้ำตาของเวลา


จากผลงานของท่านทำให้ท่านได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆดังนี้คือ

พ.ศ .๒๕๑๕ รางวัลกวีดีเด่นของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประธีป

พ.ศ. ๒๕๒๙ รางวัลซีไรต์ จากปณิธาณกวี

พ.ศ. ๒๕๓๒ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์


ด้านงานจิตรกรรม

1955 - 2nd Prize, Silver Medal (Monochrom), The 6th National Exhibition of Art

1961 - 3rd Prize, Bronze Medal (Drawing), The 12th National Exhibition of Art